บทความข้อมูลสุขภาพทั่วไป ใช้เพื่อทำความเข้าใจเบื้องต้นและเตรียมคำถามก่อนพบแพทย์ ข้อมูลของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน
กลุ่มที่ 1 พาราเซตามอล
พาราเซตามอล (Paracetamol) ลดปวดและลดไข้ แต่ไม่ลดการอักเสบ เหมาะกับอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง และค่อนข้างปลอดภัยต่อกระเพาะและไตเมื่อใช้ถูกขนาด
ภาพ: Christine Sandu / Unsplash- ผู้ใหญ่ทั่วไปใช้ครั้งละ 500–1,000 มิลลิกรัม ห่างกันอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง ไม่เกินขนาดสูงสุดต่อวันตามฉลาก
- การใช้เกินขนาดหรือใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์เป็นประจำทำให้ตับอักเสบรุนแรงได้
- ระวังการได้รับซ้ำซ้อนจากยาแก้หวัดหรือยาสูตรผสมที่มีพาราเซตามอลอยู่แล้ว
กลุ่มที่ 2 ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs)
ยากลุ่มนี้ เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน (Naproxen) ไดโคลฟีแนค (Diclofenac) และเซเลค็อกสิบ (Celecoxib) ลดทั้งปวดและอักเสบ จึงได้ผลดีกับข้ออักเสบ เอ็นอักเสบ และการบาดเจ็บ แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องระวังเมื่อใช้ต่อเนื่อง
- ระคายเคืองกระเพาะ เกิดแผลและเลือดออกในทางเดินอาหาร
- ทำให้ไตทำงานลดลง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่ขาดน้ำ หรือมีโรคไตอยู่เดิม
- เพิ่มความดันโลหิตและความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้สองชนิดพร้อมกัน และควรใช้ขนาดต่ำที่สุดในเวลาสั้นที่สุด
- ยาชนิดทาหรือเจลดูดซึมเข้าร่างกายน้อยกว่า จึงเป็นทางเลือกแรกที่ดีสำหรับข้อเข่าและข้อมือ
กลุ่มที่ 3 ยากลุ่มโอปิออยด์
ยากลุ่มโอปิออยด์ (Opioids) เช่น ทรามาดอล (Tramadol) และโคเดอีน (Codeine) ใช้สำหรับอาการปวดรุนแรงระยะสั้น เช่น หลังผ่าตัดหรือกระดูกหัก ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือคลื่นไส้ เวียนศีรษะ ง่วงซึม และท้องผูก การใช้ต่อเนื่องนานเสี่ยงต่อการติดยา จึงไม่เหมาะกับอาการปวดเรื้อรังทั่วไป
ยาเสริมอื่นที่แพทย์อาจใช้
อาการปวดบางชนิดตอบสนองต่อยากลุ่มอื่นได้ดีกว่า เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อสำหรับกล้ามเนื้อเกร็งระยะสั้น และยาลดอาการปวดเส้นประสาท เช่น กาบาเพนติน (Gabapentin) สำหรับอาการปวดแสบร้อนหรือร้าวจากเส้นประสาทถูกกดทับ ยาเหล่านี้อาจทำให้ง่วง จึงควรระวังการขับรถ
ใครต้องระวังเป็นพิเศษ
ผู้ที่มีโรคไต โรคกระเพาะหรือเคยเลือดออกในทางเดินอาหาร โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคตับ ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาแก้ปวดทุกครั้ง และไม่ควรใช้ยาชุดหรือยาที่ไม่ทราบส่วนประกอบ ซึ่งมักมีสเตียรอยด์ผสมอยู่
เมื่อไรควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์เมื่อต้องใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องเกิน 1–2 สัปดาห์ ปวดมากขึ้นแม้ใช้ยา ถ่ายดำหรืออาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะน้อยลง ขาบวม หรือตัวเหลืองตาเหลือง การหาสาเหตุและรักษาที่ต้นเหตุช่วยลดการพึ่งยาในระยะยาว
แหล่งข้อมูลประกอบ
สรุปข้อมูลเพื่อการอ่านทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจประเมินรายบุคคลคำถามที่พบบ่อย
ควรจดข้อมูลอะไรเกี่ยวกับอาการ?
จดวันเริ่มมีอาการ ตำแหน่งที่ปวด กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง และการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ พร้อมประวัติการรักษาเดิมถ้ามี
ควรใช้บทความนี้อย่างไร?
ใช้เพื่อทำความเข้าใจเบื้องต้นและเตรียมคำถาม อาการของแต่ละคนอาจมีสาเหตุต่างกัน หากกังวลควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
คลินิกเปิดรับนัดหมายแล้วหรือยัง?
คลินิกกระดูกและข้อ แพทย์ศุภสัณห์ อยู่ระหว่างก่อสร้าง ยังไม่เปิดรับนัดหมาย จะประกาศวันเปิดและช่องทางติดต่อเมื่อพร้อมให้บริการ



